Wednesday, 17 September 2008 08:35 -- พลังงาน

กระทรวงวิทยาศาสตร์จัดระดมความคิดเห็นในงานประชุมสมัชชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับภาวะโลกร้อนหวังรวบรวมเป็นมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบโลกร้อน นักวิชาการชี้ต้องทำเป็นระบบ มองปัญหาให้ครบวงจรทั้งสาเหตุ ผลกระทบ และแนวทางการแก้ปัญหา พร้อมเร่งหาพลังงานทดแทน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมชูนโยบายคาร์บอนเครดิตกับโอกาสของภาคเอกชนไทย

ดร. สุจินดา โชติพานิช ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวถึงการจัดประชุมครั้งนี้ว่า เป็นการสนองนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชน ธุรกิจเอกชน และชุมชนเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน เพื่อระดมความคิดและประสบการณ์เกี่ยวกับปัญหา การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแนวทางการรับมือกับภาวะโลกร้อน จากผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน

เนื่องจากปัจจุบันโลกกำลังตื่นตัวและให้ความสำคัญกับปัญหาผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นวาระระดับโลกที่ต้องทำความเข้าใจ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และหยุดยั้งมหันตภัยต่างๆ เช่น ภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงและเกิดขึ้นบ่อยครั้ง การเกิดของโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ ตลอดจนความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศต่างๆ ทั้งการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก น้ำแข็งในขั้วโลกละลาย ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศและฤดูกาล

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้มีการศึกษาและวิจัยเพื่อรับมือกับภาวะโลกร้อน เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทดแทน เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน เทคโนโลยีเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีสะอาด ซึ่งการศึกษาและวิจัยเหล่านี้จะช่วยทั้งประเทศไทยและสังคมโลกในการเฝ้าระวังและบรรเทาผลกระทบจากภาวะโลกร้อนได้เป็นอย่างดี

รศ.ดร. สิรินทรเทพ เต้าประยูร บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวบรรยายในหัวข้อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับภาวะโลกร้อนในบริบทของประเทศไทยในการประชุมครั้งนี้ว่า เรื่องของโลกร้อนเป็นเรื่องนโยบายทางวิทยาศาสตร์ การที่จะดึงเรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้จะต้องมองอย่างเป็นระบบ ต้องมองโลกร้อนให้ครบวงจรตั้งแต่สาเหตุผลกระทบ และการลดปัญหา

รศ.ดร.สิรินทรเทพ กล่าวต่อว่า สาเหตุของปัญหาเราทราบว่ามาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในส่วนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอดีต โดยการศึกษาวงปีของต้นไม้ การศึกษาชั้นตะกอน เปรียบเทียบกับ การเก็บข้อมูลปีที่ร้อนขึ้น ปีที่มีมรสุม ปีทีน้ำท่วม จะช่วยทำให้เข้าใจการเกิดสภาะวะโลกร้อนในอดีตที่ผ่านมาได้ดีขึ้น ซึ่งประเทศไทยยังไม่มีข้อมูลการเปลี่ยนแปลงในอดีต

นอกจากนี้เรายังต้องใช้วิทยาศาสตร์และข้อมูลในอดีตมองให้ถึงอนาคต เช่น การเพิ่มของอุณหภูมิที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย จึงต้องมีการพัฒนาความรู้ในเรื่องแบบจำลองสภาพภูมิอากาศระดับภูมิภาค ซึ่งจะทำให้เรามีข้อมูลว่าในอนาคตสภาวะโลกร้อนจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นกับประเทศไทย

วิทยาศาสตร์จะนำมาสู่ความเข้าใจปัญหา เพื่อตั้งรับกับปัญหา เรื่องของโลกร้อนจะส่งผลกระทบโดยตรงกับ สิ่งแวดล้อม และผลทางอ้อมกับมนุษย์ เรื่องสิ่งแวดล้อมสำหรับประเทศไทยคือเรื่องการกัดเซาะชายฝั่งจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น วิทยาศาสตร์จะเข้ามาศึกษาเกี่ยวกับการเคลื่อนตัวของคลื่น เพื่อนำไปสู่การหาเทคโนโลยีในการป้องกัน การศึกษาความสมบูรณ์ของป่าชายเลนเพื่อเป็นแนวปะทะของคลื่น ส่วนเรื่องของความแห้งแล้งของพื้นที่ทำการเกษตร จะดูว่าภายใต้สภาวะโลกที่เปลี่ยนแปลงต้องทำการพัฒนาพันธุ์พืชให้เหมาะสมอย่างไร รวมถึงศึกษาเรื่องของโรคระบาดที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อนเพื่อมองหาแนวทางในการป้องกัน เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น

รศ.ดร.สิรินทรเทพ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับเรื่องของการลดหรือบรรเทาปัญหานั้น คือ การช่วยกันลดการปลดก๊าซเรือนกระจก เป็นเรื่องของเทคโนโลยีเป็นหลัก โดยเฉพาะการใช้เชื้อเพลิงทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิลในภาคพลังงานซึ่งเป็นสาเหตุการเกิดก๊าซเรือนกระจก เช่นการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ อย่าง เอธานอล ไบโอดีเซล ไบโอแก๊ส ทั้งนี้ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ที่เอื้อต่อการให้เชื้อเพลิงชีวภาพ นอกจากนี้ในปัจจุบันได้มีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้พลังงานลมซึ่งคาดว่าจะมีศักยภาพในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากกว่าเดิม

และที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งคือ เรื่องการประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวคนมาก นอกจากจะเป็นเรื่องของจิตสำนึกแล้ว เทคโนโลยียังเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การผลิตหลอดไฟแบบประหยัด เครื่องใช้ไฟฟ้าฉลากเบอร์5 เทคโนโลยีที่จะมาสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรประสิทธิภาพสูงในโรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น รศ.ดร. กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ประชาคมโลกได้ตระหนักว่าสาเหตุของภาวะโลกร้อนเกิดจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ จึงได้มีการบรรลุข้อตกลงในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปี 2533 และพิธีสารเกียวโตในปี 2540 ประเทศไทยได้ลงนามให้สัตยาบันเพื่อเข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาฯ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2537 และต่อมาได้ลงนามให้สัตยาบันพิธีสารเกียวโตเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2545 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2548

โดยมีเงื่อนไขว่า ช่วงพ.ศ.2551-2555 ให้ประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งเป็นสมาชิกของพิธีสารฯในกลุ่มบัญชีที่ 1 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศอุตสาหกรรมเช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย มีพันธะกรณีต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 5.2 และเปิดโอกาสให้ประเทศเหล่านี้สามารถเข้าดำเนินกิจกรรมบางอย่างในประเทศในบัญชีที่ 2 ที่รวมประเทศไทยอยู่ด้วย เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสามารถนำไปใช้คำนวณออกมาเป็นเครดิตเรียกว่า คาร์บอนเครดิต

นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์กรมหาชน) กล่าวในหัวข้อ คาร์บอนเครดิตกับโอกาสของภาคเอกชนไทยว่า ในปัจจุบันมีโครงการที่ผ่านการรับรองแล้ว 2 โครงการ และยังมีอีก 41 โครงการที่กำลังจะผ่านการรับรอง ส่วนอีก 23 โครงการกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา อย่างไรก็ตาม มีอีกหลายโครงการที่มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตโดยไม่ได้ผ่านการรับรองอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ 41 โครงการสามารถนำมาคำนวณการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า 2.9 ล้านตันต่อปี

นายศิริธัญญ์ กล่าวต่อว่า ผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าโครงการจะต้องทำเอกสารและออกแบบโครงการเพื่อให้ผ่านการรับรองและจดทะเบียนว่าโรงงานของเขาสามารถลดการปล่อยก๊าคาร์บอนไดออกไซด์ ได้จริงหรือไม่ จากนั้นจะต้องผ่านการรับรองจากสหประชาชาติอีกทีหนึ่ง ซึ่งจะต้องเป็นโครงการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 4 หมวด คือ ความยั่งยืนต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี

นายศิริธัญญ์ กล่าวว่า ธุรกิจที่เข้าสู่โครงการจะเป็นธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมการเกษตร เช่น โรงแป้งมันสำปะหลัง และโรงงานที่มีของเสียที่มีความเข้มข้นมาก ทั้งนี้ ราคาของคาร์บอนเครดิตในปัจจุบันจะซื้อขายกันในราคา 15-20 ยูโรต่อตัน ส่วนที่ไม่เป็นทางการจะอยู่ที่ 9-10 ยูโรต่อตัน

Back to September 17, 2008 Headlines

 

 

Monday, 8 September 2008 07:54

 

เจนเนอรัล มอเตอร์ ประเทศสเปน ประกาศเตรียมติดตั้งแผงโซลาร์เซลส์ (Solar Cells) พลังงานแสงอาทิตย์จำนวน 85,000 แผง ขนาดใหญ่ถึงกว่า 2 ล้านตารางนิ้ว หรือเกือบเท่ากับสนามฟุตบอล 3 สนาม ในศูนย์การผลิตรถยนต์ในเมืองซาราโกซา โดยสามารถผลิตกำลังไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 12 เมกะวัตต์* หรือ 12 ล้านวัตต์ ป้อนการใช้งานในศูนย์การผลิตได้ถึง 1 ใน 3 เทียบได้กับการใช้ไฟฟ้าใน 4,600 ครัวเรือนในสเปนแผงโซลาร์เซลส์ที่จีเอ็มนำมาใช้นั้นแตกต่างจากแผงโซลาร์เซลส์ทั่วไป โดยจะมีความบางและสามารถม้วนพับได้ โดยบริษัท เอเนอร์จี คอนเวอร์ชั่น ดีไวซ์ (อีซีดี) เป็นผู้ผลิต แผงโซลาร์เซลส์เทคโนโลยีใหม่นี้ สามารถติดตั้งได้ง่าย เพราะมีขนาดบางและม้วนงอได้คล้ายการติดตั้งพรม อีซีดี คาดการณ์ว่า จะสามารถจ่ายกำลังไฟฟ้าได้ 15.1 ล้านหน่วยหรือกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี** ใกล้เคียงกับกับการใช้พลังงานของชาวสเปน 3,214 ครัวเรือน และจะช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 6,700 ตันต่อปี ขณะที่พลังไฟฟ้าที่เกินมาจะขายให้กับระบบสาธารณูปโภคท้องถิ่นโดยมีข้อตกลง 25 ปีด้านผู้บริหารของจีเอ็มคาดว่า ต้นทุนสำหรับการติดตั้งแผงโซลาร์เซลส์ในศูนย์การผลิตเมืองซาราโกซาจะอยู่ที่ประมาณ 78 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 2,600 ล้านบาท โดยพร้อมใช้งานได้ภายในเดือนกันยายนนี้โครงการซาราโกซาพิสูจน์ว่า จีเอ็มกำลังพยายามอย่างหนักที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการพิทักษ์สิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญของโลกของเราแกรี่ คาวเกอร์ กลุ่มรองประธานฝ่ายผลิตและแรงงานสัมพันธ์ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น สหรัฐอเมริกา กล่าวและเสริมว่าเรามีความภาคภูมิใจที่เป็นผู้นำในการใช้พลังงานทดแทนนอกจากการใช้พลังงานแสงอาทิตย์แล้ว จีเอ็มยังถือเป็นองค์กรที่ใช้พลังงานแปรรูปมาจากขยะ (Landfill gas) ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา โดยจีเอ็มใช้พลังงานทดแทนดังกล่าวในศูนย์การผลิตรถยนต์ 6 แห่ง อาทิ ศูนย์ฯฟอร์ต เวนย์ ในรัฐอินเดียน่า และศูนย์ฯโอเรียน ในรัฐมิชิแกน หากรวมกำลังผลิตพลังงานจากขยะที่ใช้ในศูนย์ฯ ทั้ง 6 แห่ง เทียบเท่าได้กับการใช้พลังงานถึง 25,000 ครัวเรือน ซึ่งจีเอ็มสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 165 ล้านบาทต่อปีสำหรับศูนย์การผลิตรถยนต์ในซาราโกซา มีศักยภาพการผลิตได้ถึง 480,000 คันต่อปี ที่ผ่านมา จีเอ็มได้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลส์ที่มีเทคโนโลยีคล้ายกันนี้ในศูนย์การผลิตฯ หลายประเทศ ทั้งสหรัฐอเมริกา และยุโรป

 

Thursday, 4 September 2008 09:09 -- พลังงานบริษัท โรลส์-รอยซ์ จำกัด และ สายการบินบริติชแอร์เวยส์ ร่วมประกาศความร่วมมือในการริเริ่มโครงการทดลองทางวิทยาศาสตร์ เพื่อทดสอบความเป็นไปได้ในการหาพลังงานเชื้อเพลิงทางเลือกสำหรับอุตสาหกรรมการบินการศึกษาเชิงลึกในครั้งนี้ เป็นไปเพื่อค้นหาทางเลือกที่เป็นไปได้ในการทดแทนน้ำมันกีโรซีนที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงกันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะเป็นทางเลือกที่สามารถช่วยลดการปล่อยมลภาวะจากอากาศยานได้อย่างแท้จริงทั้งสองบริษัทจะเริ่มขั้นตอนการคัดเลือกโดยเปิดให้ผู้ผลิตต่างๆ เสนอเชื้อเพลิงทางเลือกเพื่อนำมาทดสอบกับเครื่องยนต์ RB211 ของโรลส์-รอยซ์ ที่ติดตั้งอยู่กับอากาศยานโบอิ้ง 747 ของบริติชแอร์เวยส์ การทดสอบจะดำเนินการในศูนย์ทดสอบที่สถานีของโรลส์-รอยซ์ในเมืองดาร์บี้ สหราชอาณาจักรการทดสอบเครื่องยนต์ในสภาพแวดล้อมที่กำหนดได้ ณ ศูนย์ทดลองของโรลส์-รอยซ์ จะช่วยให้ได้รับข้อมูลที่แม่นยำมากกว่าทำการทดสอบกับเที่ยวบินจริง เนื่องจากมีอุปกรณ์เสริมพร้อม และปัจจัยภายนอกจะไม่มีผลต่อประสิทธิภาพของเครื่องยนต์และมลภาวะที่ปล่อยออกมาจากขั้นตอนการคัดเลือก จะมีการเลือกเชื้อเพลิงทางเลือก 4 แบบ ซึ่งจะต้องผ่านกระบวนการทดสอบในห้องปฏิบัติการก่อนที่จะมีการส่งมอบให้โรลส์-รอยซ์ในปีหน้า หลังจากนั้นแต่ละบริษัทจะต้องมอบเชื้อเพลิงทางเลือกของตนจำนวน 60,000 ลิตร สำหรับการทดสอบจากนั้นจะเป็นขั้นตอนการทดสอบอย่างเข้มข้น ตลอดขั้นตอนทดสอบ เครื่องยนต์อากาศยานดังกล่าวจะใช้เชื้อเพลิงทางเลือกเพื่อขับเคลื่อน และจะมีการวัดประสิทธิภาพของเครื่องยนต์โดยเทียบกับประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันกีโรซีนปกติ ในแต่ละช่วง เครื่องยนต์จะดำเนินการเต็มประสิทธิภาพ ทั้งการเดินเครื่องในระบบเตรียมพร้อม การเร่งเครื่อง การนำเครื่องขึ้น และการเดินเครื่องปกติคาดการณ์ว่าการทดสอบจะเสร็จสิ้นตอนปลายเดือนมีนาคม พ.ศ. 2552 และจานั้นจะเป็นขั้นตอนการวิเคระาห์และรายงานผลนายริค พาร์คเกอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการวิจัยและเทคโนโลยี ของโรลส์-รอยซ์ กล่าวว่าหลักเกณฑ์สำคัญในการคัดเลือกเชื้อเพลิงทางเลือกก็คือ ความเหมาะสม ความยั่งยืน และประสิทธิภาพทางอตสาหกรรมนับเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่เชื้อเพลิงจะไม่เพียงทำหน้าที่ของตัวมันเอง แต่ยังต้องมีผลดีในด้านการปล่อยคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ และสามารถผลิตได้โดยไม่เป็นภัยต่ออาหาร พื้นดิน และน้ำ นอกจากนี้เชื้อเพลิงทางเลือกที่จะช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมการบินยังต้องมีตัวบ่งชี้ที่ชัดเจนถึงความสามารถในการดำเนินการผลิตเป็นจำนวนมาก และความสามารถในการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมนายโจนาธาน เคาน์เซิลล์ หัวหน้าฝ่ายสิ่งแวดล้อม สายการบินบริติชแอร์เวยส์ กล่าวว่า เรายินดีที่ได้ริเริ่มการศึกษาครั้งนี้ร่วมกับโรลส์-รอยซ์ บริติชแอร์เวยส์นับเป็นสายการบินแรกที่ตั้งเป้าการพัฒนาประสิทธิภาพเชื้อเพลิง นั่นทำให้เราสามารถพัฒนาประสิทธิภาพของเชื้อเพลิงได้ถึงร้อยละ 28 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 ขณะนี้เรากำลังดำเนินการเพื่อไปถึงจุดมุ่งหมายใหม่ที่การพัฒนาร้อยละ 30 ภายในปี พ.ศ. 2553 เมื่อเร็วๆ นี้ เราได้แถลงเป้าหมายการพัฒนาที่เพิ่มขึ้นอีกถึงร้อยละ 25 ภายในปี พ.ศ. 2568 โดยเปรียบเทียบกับเมื่อปี พ.ศ. 2548 หากการทดสอบที่เราร่วมดำเนินการกับโรลส์-รอยซ์ประสบความสำเร็จ เราจะสามารถเดินหน้าไปสู่พลังงานเชื้อเพลิงทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยอุตสาหกรรมการบินให้สามารลดการปล่อยมลภาวะได้เป็นจำนวนมากจะมีการเผยแพร่ผลการศึกษาสู่บุคคลทั่วไป เพื่อให้ทั้งอุตสาหกรรมการบิน ทั้งลูกค้าต่างๆ และที่สำคัญ ทั้งสิ่งแวดล้อม ล้วนได้ประโยชน์กันถ้วนหน้าหมายเหตุสำหรับสื่อมวลชนโรลส์-รอยซ์1. โรลส์-รอยซ์มุ่งมั่นในการตอบรับปัญหาโลกร้อนและวิกฤตสิ่งแวดล้อมอื่นๆ บริษัทฯ เชื่อว่าจะสามารถช่วยเหลือสังคมในการพัฒนาหนทางแก้ปัญหาที่สามารถรักษาสิ่งแวดล้อม และเอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน2. กลุ่มบริษัทโรลส์-รอยซ์ยึดมั่นในโครงการเพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในด้านการผลิตและกิจกรรมการบริการต่างๆ ทั่วโลก กลุ่มบริษัทโรลส์-รอยซ์ยังยึดมั่นต่อการลงทุนประจำปีที่สำคัญในการการค้นคว้าและพัฒนา เพื่อจะช่วยให้ค้นพบเทคโนลยีต่างๆ ซึ่งช่วยลดการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง การปล่อยมลภาวะและเสียงรบกวนจากผลิตภัณฑ์ของเรา3. โรลส์-รอยซ์มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์และความรู้เฉพาะด้านเพื่อช่วยระบุและจัดการปัญหาต่างๆ ข้างต้น เพื่อให้แน่ใจว่าบริษัทฯ จะสามารถตอยสนองต่อความต้องการของสังคมด้านพลังงานแห่งอนาคตได้อย่างมีความรับผิดชอบ4. โรลส์-รอยซ์ได้มีการลงทุนด้านเทคโนโลยีหลัก, ผลิตภัณฑ์, พนักงาน และความสามารถในการขยายและพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสมรรถนะด้านความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการลงทุนนี้ทำให้เกิดระยะห่างในการแข่งขัน5. โรลส์-รอยซ์มุ่งมั่นและพัฒนาในการปรับปรุงด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากผลิตภัณฑ์ของบริษัท โดยแต่ละปีโรลส์-รอยซ์ได้ร่วมลงทุนกับพันธมิตรในทางธุรกิจในการวิจัยและพัฒนา เป็นมูลค่ากว่า 800 ล้านปอนด์ โดยสองในสามของการลงทุนด้านเทคโนโลยีพื้นฐานมีวัตถุประสงค์เพื่อลดมลภาวะทางเสียงรวมถึงการปล่อยมลพิษอื่นๆสายการบินบริติชแอร์เวยส์:1. บริติชแอร์เวยส์ (บีเอ) เป็นสายการบินแรกที่ตั้งเป้าการพัฒนาประสิทธิภาพเชื้อเพลิง นั่นทำให้เราสามารถพัฒนาประสิทธิภาพของเชื้อเพลิงได้ถึงร้อยละ 28 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศได้ถึง 60 ล้านตัน สายการบินได้แถลงเป้าหมายการพัฒนาที่เพิ่มขึ้นอีกถึงร้อยละ 25 ภายในปี พ.ศ. 2568 โดยเปรียบเทียบกับเมื่อปี พ.ศ. 25482. บีเอได้ทำการลงทุนกับอากาศยานใหม่ที่ได้มาตราฐานเหรียญทองในด้านประสิทธิภาพทางการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในด้านที่สำคัญอย่างการปล่อมคาร์บอน คุณภาพอากาศและเสียงในพื้นที่3. บีเอเป็นสายการบินแรกที่เข้าร่วมแผนการลดคาร์บอนจากธุรกิจ และยังคงเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมอย่างแข็งขันของแผนการลดคาร์บอนในธุรกิจที่เกี่ยวกับการบินของสหภาพยุโรป นอกจากนั้นบีเอยังร่วมรณรงค์อย่างต่อเนื่องในแผนการรณรงค์ทั่วโลก4. สายการบินบริติชแอร์เวยส์ได้ริเริ่มแบบแผนการปฏิบัติหลายๆ อย่าง เช่น การลงจอดที่ปล่อยมลภาวะให้น้อยลงอย่างต่อเนื่อง และการสนับสนุนการวิจัยด้านเชื้อเพลิงที่ปล่อยคาร์บอนน้อยกว่าเดิม5. บริติชแอร์เวยส์ได้ดำเนินการลดมลภาวะทางเสียงจากอากาศยาน และการรักษาคุณภาพอากาศในบริเวณสถานีหลักของสายการบินที่ ลอนดอน ฮีทโธรว์6. บริติชแอร์เวยส์มีจุดมุ่งหมายหลักในการสร้างสมดุลของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมุ่งมั่นลดระดับการปล่อยมลภาวะทางเสียงและอากาศจากอากาศยาน

 

ติงนโยบายลดภาษีน้ำมัน สร้างปัญหาชาติระยะยาว 

         
นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์
          รัฐมนตรีพลังงานติงพรรคการเมืองที่ใช้นโยบายลดภาษีน้ำมัน ลดเก็บเงินเข้ากองทุนหาเสียงจะสร้างปัญหาให้ชาติในระยะยาว ไม่คุ้มกับคะแนนนิยมที่จะได้ในระยะสั้น ระบุจะกระทบต่อรายได้ของประเทศ และจะไม่มีเงินสะสมไว้ใช้ยามเกิดภาวะฉุกเฉิน ยืนยันแม้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเพิ่มขึ้นก็ยังไม่ปรับลดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เนื่องจากต้องการใช้หนี้ที่ค้างอยู่ 3,000 ล้านบาท ให้หมดภายในสิ้นปีนี้ ด้านประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยชี้ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในปีหน้า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ปรับราคาขึ้นทำสถิตินิวไฮครั้งล่าสุด โดยราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นไปถึง 98 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และมีโอกาสจะได้เห็น 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในเร็วๆนี้ ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศต้องปรับขึ้นอีกในเร็วๆนี้
         
          นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การที่ราคาน้ำมันในประเทศจะปรับขึ้นหรือไม่อยู่ที่ผู้ค้าจะพิจารณา โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่ตอนนี้ค่าการตลาดต่ำมาก ส่วนจำเป็นต้องลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนของดีเซลอีกเพื่อชะลอการปรับราคาขายในประเทศหรือไม่นั้นคงต้องรอดูสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกก่อนว่าจะขึ้นไปอีกมากน้อยเพียงใด แต่ในเบื้องต้นเห็นว่าไม่จำเป็นต้องลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯเพิ่มเติม ซึ่งยังหวังว่าหนี้ของกองทุนน้ำมันฯที่เหลืออีก 3,000 ล้านบาทจะสามารถใช้ได้หมดภายในสิ้นปีนี้
         
          ส่วนกรณีที่มีหลายพรรคการเมืองหาเสียงว่าหากได้เข้ามาเป็นรัฐบาลจะพิจารณาปรับลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯและภาษีน้ำมันที่ปัจจุบันเก็บรวมกันกว่า 10 บาทต่อลิตรนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกล่าวว่า แล้วแต่นโยบายของรัฐบาลใหม่ แต่หากลดการจัดเก็บภาษีน้ำมันก็จะกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของประเทศ ในขณะที่ประเทศจะมีรายจ่ายมากขึ้น ส่วนเรื่องการยกเลิกหรือลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯก็แล้วแต่จะพิจารณากัน “ตามกรอบของที่รัฐบาลนี้วางเอาไว้คือเมื่อใช้หนี้กองทุนน้ำมันฯหมดแล้วจะจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯต่อไปจนกว่าจะมีเงินสะสมถึง 10,000 ล้านบาท จึงค่อยลดการจัดเก็บลง ทั้งนี้ เพื่อกันเงินเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน หากไม่กันเงินสำรองเอาไว้เมื่อมีปัญหาขึ้นมาก็ไม่รู้จะเอาที่ไหนมาใช้ ที่สำคัญการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯยังนำไปอุดหนุนการส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลกับแก๊สโซฮอล์ ซึ่งช่วยลดภาระการนำเข้าน้ำมันด้วย” นายปิยสวัสดิ์กล่าวและว่า การประกาศลดการจัดเก็บภาษีหรือลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯพรรคการเมืองจะได้คะแนนนิยมแน่นอนในช่วงแรก แต่ในระยะยาวจะเกิดปัญหาตามมาแน่นอน ที่สำคัญแม้จะมีการลดการจัดเก็บภาษีและลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯก็ช่วยลดราคาขายน้ำมันได้ไม่มากนัก
         
          รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกล่าวอีกว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2551 จะเริ่มจำหน่ายแก๊สโซฮอล์อี 20 ส่วนราคากำลังพิจารณาอยู่ อาจจะถูกกว่าแก๊สโซฮอล์อี 10 ประมาณ 0.50-1.00 บาทต่อลิตร
เพื่อจูงใจให้เกิดการใช้ ส่วนเบนซิน 95 จะมีการจำหน่ายน้อยลด และราคาขายก็จะแพงขึ้นกว่าปัจจุบัน เพราะถือว่าคนใช้เบนซิน 95 มีฐานะพอที่จะจ่ายเงินได้ ส่วนราคาก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจีที่จะปรับราคาขายในเดือนธันวาคม ขณะนี้ยังกำหนดสูตรราคาไม่แล้วเสร็จ แต่คาดว่าจะปรับเพิ่มอย่างน้อย 1.29 บาทต่อกิโลกรัม
         
          นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นยังเป็นปัจจัยเสี่ยงและกดดันเศรษฐกิจไทยในปี 2551 เพราะจะทำให้ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการสูงขึ้น โดยเฉพาะภาคการขนส่ง ดังนั้น รัฐบาลควรจะเร่งเข้ามาแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการเร่งหาพลังงานทดแทน เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งหลายประเทศมีการสร้างโรงไฟฟ้าดังกล่าวแล้ว มิเช่นนั้นผู้ประกอบการจะไม่สามารถควบคุมต้นทุนการผลิตได้
         
          นายสันติกล่าวอีกว่า ผู้ประกอบการไม่สามารถระบุได้ว่าราคาน้ำมันที่รับได้ควรจะอยู่ที่ลิตรละเท่าไร แต่ราคาน้ำมันไม่ควรแตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านหรือประเทศคู่แข่ง ที่สำคัญผู้ประกอบการต้องปรับตัวเอง รวมทั้งพยายามรักษาอัตราการขยายตัวของการส่งออกให้ได้ในระดับสูง โดยเร่งหาตลาดส่งออกใหม่เพื่อทดแทนตลาดสหรัฐ เพราะภาวะเศรษฐกิจสหรัฐกำลังชะลอตัว ส่วนกรณีที่วิตกว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจจะถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หากเกิดสงครามระหว่างสหรัฐ-อิหร่านนั้น เห็นว่าเป็นเพียงการตั้งข้อสมมุติฐาน แต่หากเกิดการสู้รบกันจริง ไม่เฉพาะราคาน้ำมันเท่านั้นที่จะปรับตัวสูงขึ้น ค่าขนส่ง รวมทั้งค่าประกันความเสี่ยงก็จะพุ่งขึ้นตามไปด้วย
         
          ประธาน ส.อ.ท. ยังกล่าวถึงนโยบายหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะยกเลิกการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯว่า คงจะต้องพิจารณาให้ดีและขึ้นอยู่กับสถานการณ์ หากมีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯต่อเนื่องแม้ว่าจะใช้หนี้หมดแล้ว ก็ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าเก็บเงินไปใช้ประโยชน์อะไร เพราะจะยิ่งเป็นการสร้างภาระให้กับผู้บริโภค หากกระทรวงพลังงานจะยังเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯก็ควรมีระบบการขนส่งมวลชน เช่น รถไฟฟ้าให้เพียงพอ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชน--จบ--
          งานนี้ราคาน้ำมันลดลงอีกแล้วนะครับท่านประชาชนคนไทยก็จะมีความสุขสบายขึ้นแต่เอ๋การลดกองทุนน้ำมันเนี่ยมันจะมีผลกระทบอารายต่อไปในอนาคตหว่าแล้วถ้าเกิดขึ้นมาแล้วมันจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างไร???
Source:http://www2.nesac.go.th/document/show12.php?did=07110098